3 กฎสำคัญ ถ้าอยากได้ IELTS Writing มากกว่า 7.0

สอบ IELTS

ทำไม Writing ถึงได้คะแนนยากที่สุด สิ่งที่ต้องรู้หากน้องๆ กำลังเตรียมสอบ IELTS และหวังว่าจะได้ Band 7.0 ขึ้นไป

“เขียนไปแล้ว ทำไมคะแนนไม่ขึ้นสักที?”
“ติวไปหลายที่แล้ว ยังติดอยู่ที่ 5.5-6.0”
“รู้สึกว่าเขียนดีนะ แต่ผลออกมาผิดหวัง”
“อ่านตัวอย่าง Band 7 แล้ว งง ทำไมได้คะแนนสูง?”

พี่ๆ Good Language Thailand จะเล่ากฎ 3 ข้อสำคัญ ที่ คอร์สเรียน IELTS ทั่วไปไม่ค่อยบอก เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้สอบผ่าน Writing 7.0+ ได้จริง

ทำไม IELTS Writing ถึงได้คะแนนยากที่สุด

  • Writing ไม่ใช่แค่เรื่องไวยากรณ์ หลายคนเก่ง Grammar แต่ได้ 6.0
  • ไม่ใช่แค่เรื่องคำศัพท์ การท่องคำศัพท์ยากเยอะแยะ แต่คะแนนไม่ดีขึ้น
  • ไม่ใช่แค่เรื่องความยาว เขียน 300 คำ แต่ยังได้ 6.0 เหมือนเดิม

ปัญหาจริงๆ คือไม่รู้ว่า Examiner มองหาอะไร และไม่รู้จุดที่ทำให้ขึ้น 7.0

  • คะแนนเฉลี่ย Writing ของคนไทย 5.5-6.0
  • คะแนนเฉลี่ย Speaking 6.0-6.5
  • คะแนนเฉลี่ย Reading/Listening 6.5-7.0

เห็นไหมว่า Writing คือจุดอ่อนที่สุด ของคนไทย แล้วปัญหาคืออะไร

  1. เขียนแบบ เรียงความไทยแล้วแปลเป็นอังกฤษ
  2. ใช้โครงสร้างประโยคซ้ำกันบ่อยครั้ง
  3. ไม่รู้จัก Task Response คือการตอบโจทย์ให้ตรงประเด็น
  4. การเชื่อมโยงความคิดยังไม่ลื่นไหล ทำให้ติดขัดและขัดแย้ง
  5. ใช้คำศัพท์ไม่เหมาะสมกับ Context

นี่คือ 3 กฎสำคัญที่จะเปลี่ยนคะแนนเดิมๆ ให้เป็น Writing <7

กฎข้อที่ 1: ตอบโจทย์ให้ “ครบ-ตรง-ลึก” (Task Response)

Task Response เข้าใจคำถามและตอบให้ตรงจุดอย่างครบถ้วน

  • Task Response คิดเป็น 25% ของคะแนนทั้งหมด
  • ถ้าตอบไม่ตรงหรือไม่ครบ ไม่มีทางได้ 7.0!
ตัวอย่างที่ผิดบ่อย

“Some people think that social media has negative effects on young people. To what extent do you agree or disagree?”

หากตอบแบบนี้ อาจได้เพียง Band 6.0 เพราะ

  • เขียนแค่ว่า social media มีผลเสีย โดยไม่บอกว่า “agree มากน้อยแค่ไหน”
  • พูดถึงแต่ social media ไม่เจาะจงว่าผลกระทบต่อ “young people”
  • ไม่มีการแสดงความคิดเห็นที่ชัดเจน

ลองตอบแบบนี้ดู เพื่อก้าวสู่ Band 7.0+

  • บอกชัดว่า “agree/disagree มากน้อยแค่ไหน” ตั้งแต่ Introduction
  • ให้เหตุผลเฉพาะเจาะจงกับ young people
  • มีตัวอย่างและการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง
  • มี Conclusion ที่สรุปชัด

วิธีทำให้ได้ Band 7.0

  1. อ่านโจทย์อย่างละเอียด
  • Underline คำสำคัญ: What, Why, How, To what extent
  • เข้าใจว่าโจทย์ถามอะไร (Opinion? Discussion? Problem-Solution?)
  1. Plan ก่อนเขียน
  • ใช้เวลา 5 นาที Plan
  • เขียนโครงร่าง: Intro – Body 1 – Body 2 – Conclusion
  • กำหนด Main Ideas ที่จะพูดชัดเจน
  1. เขียนให้ครบทุกส่วนของคำถาม
  • ถ้าถามสองคำถาม ต้องตอบทั้งสองคำถาม
  • ถ้าถาม “advantages and disadvantages” ต้องมีทั้งสองด้าน
  • ถ้าถาม “your opinion” ต้องแสดงความคิดเห็นชัดเจน

กฎข้อที่ 2 เชื่อมโยงความคิดให้ “ลื่นไหล” (Coherence & Cohesion)

จะช่วยให้งานเขียนอ่านง่าย เป็นระบบ ไม่กระโดดประเด็น

  • Coherence: ความสมเหตุสมผลในการเรียงความคิด
  • Cohesion: การใช้คำเชื่อม (Linking words) และการอ้างอิงที่ถูกต้อง

จุดผิดพลาดที่พบบ่อย

ใช้ Linking Words มากเกินไป เช่น

“Firstly, social media is bad. Moreover, it is very bad. Furthermore, young people use it too much. In addition, it affects their mental health. Besides, it wastes time.”

การเขียนแบบนี้ ดูฟุ่มเฟือย ไม่เป็นธรรมชาติ
  • ไม่มี Paragraph Structure เขียนยาวเหยียดเป็นก้อนเดียว ไม่มี Topic Sentence
  • ใช้ This, That, It ผิดที่ผิดทาง อ้างอิงไม่ชัด ทำให้ผู้อ่านงง

วิธีทำให้ได้ Band 7.0

1. ใช้โครงสร้าง Paragraph ที่สมบูรณ์
  • Topic Sentence (ประโยคหลัก)
  • Explanation (อธิบายเพิ่มเติม)
  • Example (ยกตัวอย่าง)
  • Link back to question (เชื่อมกลับโจทย์)

ตัวอย่าง

“One significant advantage of social media is that it facilitates global connectivity. Young people can now maintain relationships with friends and family across different countries through platforms like Instagram and WhatsApp. For instance, many international students use video calls to stay connected with their loved ones, which helps reduce homesickness and maintain emotional well-being. This demonstrates how technology can strengthen social bonds despite geographical barriers.”

2. ใช้ Linking Words อย่างชาญฉลาด แทนที่จะใช้ Firstly, Secondly, Thirdly ซ้ำซากจำเจ ให้ใช้
Band 6.0Band 7.0+
อธิบายเพิ่มเติมAlso, AndAdditionally, Moreover, What is more
ขัดกันButHowever, Nevertheless, Nonetheless
ให้เหตุผลBecauseThis is because, Given that, Owing to
ตัวอย่างFor exampleTo illustrate, A case in point is
สรุปIn conclusionTaking everything into account, All things considered
3. ใช้เทคนิค Referencing แทนที่จะพูดซ้ำๆ เช่น
  • This phenomenon (ปรากฏการณ์นี้)
  • Such platforms (แพลตฟอร์มดังกล่าว)
  • These individuals (บุคคลเหล่านี้)
  • The former… the latter (อันแรก… อันหลัง)

กฎข้อที่ 3: ใช้ภาษาที่ “หลากหลายและแม่นยำ” (Lexical Resource & Grammar) ใช้คำให้เหมาะสมกับบริบท และมีความหลากหลาย

  1. ใช้คำศัพท์ซ้ำๆ
    • “Good, bad, important, people” วนไปมา
    • ไม่มี Paraphrase หรือ Synonyms
  2. ใช้คำศัพท์ผิด Context
    • ท่องคำศัพท์ยากๆ มาแต่ใช้ไม่เข้ากับประโยค
    • ใช้ Academic words ในที่ที่ไม่เหมาะ
  3. โครงสร้างประโยคซ้ำ
    • ใช้แค่ Simple sentences (S+V+O)
    • หรือ Complex sentences แบบเดียวตลอดทั้งเรื่อง

วิธีทำให้ได้ Band 7.0

1. Paraphrasing คือกุญแจสำคัญ แทนที่จะพูดซ้ำๆ ให้หาคำพูดใหม่
Band 6.0Band 7.0+
very importantcrucial, vital, essential
bad effectsadverse impacts, detrimental consequences
good forbeneficial to, advantageous for
more and moreincreasingly, a growing number of
people thinkIt is widely believed, Many argue
2. ใช้ Collocations ที่ถูกต้อง เช่น
  • Make a decision (ตัดสินใจ)
  • Raise awareness (สร้างการรับรู้)
  • Tackle a problem (แก้ปัญหา)
  • Foster creativity (ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์)

หลีกเลี่ยง

  • Do a decision 
  • Increase awareness (ควรใช้ raise) 
  • Solve a problem (ไม่แรงเท่า tackle) 
3. แสดงความหลากหลายของ Grammar เช่น
  • Passive Voice: “Social media is widely used by teenagers.”
  • Conditional: “If young people spent less time online, they would be more productive.”
  • Relative Clauses: “Students who study abroad often experience culture shock.”
  • Complex sentences: “While social media offers connectivity, it can also lead to addiction.”

โดยในแต่ละพารากราฟควรมี อย่างน้อย 1 Complex sentence

สรุป กฎ 3 ข้อ ในการฝึก Writing <7

กฎที่ 1: Task Responseตอบโจทย์ให้ครบ-ตรง-ลึก25%
กฎที่ 2: Coherence & Cohesionเชื่อมโยงความคิดให้ลื่นไหล25%
กฎที่ 3: Languageใช้ภาษาหลากหลายและแม่นยำ50% (Lexical 25% + Grammar 25%)

ควรฝึกฝน 3 กฎนี้ให้ทำได้ดีพร้อมกันทั้งหมด หากพลาดด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้พลาดเป้าหมาย 7.0

การเรียน IELTS ด้วยตัวเองทำได้ แต่จะช้ากว่าและอาจติดขัด หยุดที่คะแนนเดิมๆ

  • ไม่รู้ว่าผิดตรงไหน ทำผิดซ้ำไปเรื่อยๆ
  • ไม่มีใครมาแก้ไขละเอียด ถึงระดับประโยค
  • ไม่รู้เทคนิคลัด ที่ทำให้ได้คะแนนเร็วขึ้น
  • เสียเวลา ลองผิดลองถูกเอง

ข้อดีของการเรียนกับคอร์สเรียน IELTS ที่นี่

  • มีครูที่เข้าใจ Marking Criteria รู้ว่า Examiner มองหาอะไร แก้ไข Writing ของคุณแบบละเอียดทุกประโยค
  • ได้ Feedback ที่เฉพาะเจาะจง บอกจุดผิด จุดที่ต้องปรับปรุง แนะนำวิธีแก้ไขเฉพาะบุคคล
  • เรียนรู้เทคนิคที่ใช้ได้จริง
    • Template ที่ยืดหยุ่น ไม่ติดขัด
    • เทคนิค Paraphrase แบบมืออาชีพ
    • การวิเคราะห์โจทย์แบบเป็นระบบ
  • ฝึกเขียนอย่างสม่ำเสมอ มี Assignment ให้ทำเป็นประจำ
  • ประหยัดเวลา ตรงจุด เข้าใจเร็ว ได้คะแนนไว ไม่ต้องมานั่งลองผิดลองถูกเอง
คอร์สเรียน Private
คอร์สเรียน IELTS

คำถามที่ถามบ่อย

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะได้ Writing 7.0

ขึ้นกับพื้นฐาน ถ้าอยู่ที่ 6.0-6.5 ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ถ้าตั้งแต่ 5.5 อาจใช้ 3-6 เดือน

ต้องท่องคำศัพท์เยอะมากไหม

ไม่ต้อง! สำคัญที่รู้จักใช้คำศัพท์ให้ถูก Context มากกว่า ควร focus ที่ Academic Collocations

ทำไมคะแนนติดที่ 6.0-6.5 พยายามแล้วแต่ไม่พัฒนาไปมากกว่านี้

ส่วนใหญ่เพราะ Task Response หรือ Coherence ยังไม่ดีพอ ลอง ให้ครูแก้ Writing ละเอียดๆ จะเห็นจุดผิดชัด

ควรเรียนแบบ Online หรือ Onsite?

ทั้งสองแบบได้ผลเท่ากัน สำคัญที่คุณภาพของครูและคอร์ส ไม่ใช่รูปแบบการเรียน